สรุปผลวิจัยกระเทียมดำ​

กระเทียม คือสมุนไพรที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและปลูกอยู่ทั่วโลก เป็นพืชตระกูลเดียวกับหัวหอม ต้นหอม และกุ๋ยช่าย คาดว่ามีต้นกำเนิดในแถบไซบีเรีย และเพาะปลูกทั่วโลกมานานกว่า 5,000 ปีแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงนิยมใช้กระเทียมในการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ปัญหาความดันเลือด หรืออาจใช้เป็นสมุนไพรลดไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเรสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ยังนิยมใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภท

ที่มาของกลิ่นกระเทียม มาจากสารที่เรียกว่า แอลลิซิน (Allicin) ซึ่งเป็นองค์ประกอบเคมีที่มีสรรพคุณบรรเทาปัญหาสุขภาพ เช่น เบาหวาน คอเรสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง มะเร็งต่อมลูกหมาก กลาก และสังคัง ปัจจุบันมีหลายบริษัทออกผลิตภัณฑ์กระเทียม “ไร้กลิ่น” โดยนำกระเทียมมาบ่ม หรือผ่านกรรมวิธีอื่นๆ

กระเทียมดำ คือผลผลิตจากการนำกระเทียมมาบ่มในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 60–90 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงระหว่าง 80–90% ความแตกต่างหลักระหว่างกระเทียมสด และกระเทียมดำคือ รสชาติจะไม่เหม็นฉุน เนื่องจากกระเทียมดำมีสารแอลลิซินหลงเหลือน้อยกว่า เพราะสารแอลลิซินเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระโดยธรรมชาติระหว่างกระบวนการ เช่น แอลคาลอยด์ชีวภาพ สารเอสเอซี (S-allylcysteine, SAC) และสารประกอบฟลาโวนอยด์ เป็นต้น กระบวนการบ่มเปลี่ยนคุณสมบัติทางเคมีกายภาพของกระเทียมให้มีสีดำ มีรสหวาน และเนื้อเหนียวนุ่มคล้ายเยลลี่ อย่างไรก็ตามระยะเวลาบ่มที่แตกต่างกันออกไป ก็ให้คุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ผู้ผลิต และจุดประสงค์ ปัจจุบันมีกระเทียมดำหลากหลายประเภทวางขายในท้องตลาดให้เลือกซื้อได้อย่างง่ายดาย

แม้จะเป็นกระเทียมเหมือนกัน แต่สารอาหารที่ร่างกายได้รับจากการรับประทานกระเทียมสด และกระเทียมดำนั้นแตกต่างกัน

องค์ประกอบคร่าว ๆ ของกระเทียมสด:

●        น้ำ 63%

●        คาร์โบไฮเดรต 28%

●        สารประกอบอินทรีย์ซัลเฟอร์ 2.3%

●        โปรตีน 2%

●        กรดอะมิโนอิสระ 1.2%

●        ไฟเบอร์ 1.5%

และยังมีสารประกอบจำนวนมากที่สามารถแตกตัวในน้ำและออกซิไดซ์ เพื่อเปลี่ยนสารแอลลิซิน (Allicin) เป็นสารแอลลิอิน (Alliin) อย่างไรก็ตาม สารอาหารในกระเทียมสดเหล่านี้จะสลายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนำไปหั่น บด เคี้ยว หรือตาก

ในขณะเดียวกัน การรับประทานกระเทียมดำนั้นมีประโยชน์มากกว่า เพราะสารประกอบทางเคมีที่อยู่ในกระเทียมสด จะถูกเปลี่ยนเป็นสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพระหว่างกระบวนการบ่มความร้อน อีกทั้งสารที่เกิดขึ้นนั้นทนความร้อน คงตัว ไม่สลายโดยง่าย ดังนั้นกระเทียมดำจึงมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น SAC ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง มากกว่ากระเทียมสดหลายเท่า

จากผลวิจัยกระเทียมดำ ประโยชน์ของกระเทียมดำที่ได้จากการรับประทานทุกวัน คือ เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ ลดภูมิแพ้ ควบคุมเบาหวาน ลดการอักเสบ และกำจัดสารก่อมะเร็ง

และด้วยสรรพคุณของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากในกระเทียมดำจึงสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญ ลดความเหนื่อยล้า ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แก้ท้องผูก ปกป้องตับ ฟื้นฟูการทำงานของต่อมลูกหมาก และช่วยให้หลับสบาย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจำนวนมากพบว่ากระเทียมโทนดำยังเพิ่มภูมิต้านทานไข้หวัดใหญ่ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ชะลอวัย และลดความอ้วน

กระเทียมดำยังสามารถเสริมสร้างภูมิต้านทาน มีสรรพคุณต่อต้านสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ กระตุ้นการฟื้นตัวของผู้ป่วยเบาหวาน ลดความดันเลือด ยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดให้หลอดเลือดสะอาด เลือดไหลเวียนได้ดี และลดระดับคอเรสเตอรอล

แม้ประโยชน์ของกระเทียมดำจะมากกว่ากระเทียมสด แต่ควรควบคุมปริมาณที่ทานเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง ปัญหาสุขภาพแต่ละอย่าง ต้องทานกระเทียมดำในปริมาณแตกต่างกันออกไป และอาจต้องใช้ในระยะยาว

คลินิกปลูกผมTHE SKIN CLINIC | คลินิกศัลยกรรมปลูกผม ปลูกผมถาวร ปลูกผม FUE ไร้รอยแผล ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องตัดผม รักษาผมบาง รักษาหัวล้าน ราคา ปลูกผมเริ่มต้นที่ 25,000 บาท
กระปุกครีม ราคาส่งผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางค์ ขวดกระปุกครีมแก้ว กระปุกอะคริลิค กระปุกพลาสติก บรรจุโลชั่นของเครื่องสำอางมีให้เลือกมากมายหลายแบบ
Facial Feminization Surgery Cost Thailand ปรับโครงหน้า ลดขนาดหน้าผาก โรงพยาบาลศัลยกรรม มิลาด้า เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง เป็นที่รู้จักของคนไทย
ทำฟัน เชียงใหม่ คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง – เดนทรัลเวิลด์ เชียงใหม่ | เป็นคลินิกทำฟัน รักษารากฟัน จัดฟันแบบใส จัดฟันแบบ invisalign เชียงใหม่ สำหรับทุกคนในครอบครัว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา
https://www.webmd.com/vitamins/ai/ingredientmono-300/garlic

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1021949816301727

https://www.blackgarlichasarrived.com/nutrition-facts-and-mineral-content