“ไขมันในเลือด” ความมันที่ไม่ได้เกิดจากไขมัน

สวัสดีอีกครั้ง แอดมินเจ้าเก่าเองค่า เจอกันอีกแล้วกับความกำกวมของโรคยอดฮิตที่เรียกได้ว่าถามใคร ก็แทบจะเป็นกันทั้งนั้น นั่นคือ “ไขมันในเลือดสูง” ค่ะ บางคนก็เรียก “คอเลสเตอรอลสูง” เอ๊ะ! ว่าแต่มันต่างกันยังไง ตามอ่านต่อได้เลยค่า

 

ที่ว่าไขมันสูง เคยสงสัยมั้ย ไขมันอะไรที่สูง?

ว่าด้วยเรื่องของไขมัน ต้องทราบกันก่อนค่ะว่าไขมันในเลือดที่เราไปตรวจกันส่วนใหญ่มีทั้งสิ้น 2 ประเภท

1. คอเลสเตอรอล (Cholesterol): คอเลสเตอรอลเป็นไขมันชนิดที่พบได้ในสัตว์เท่านั้นค่ะ (ดังนั้นกินกะทิก็ไม่ได้ทำให้คอเลสเตอรอลสูงนะคะ แต่ไปเพิ่มไตรกลีเซอไรด์แทน) แต่นอกจากสัตว์แล้ว อาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล กลับเป็นตัวร้ายที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงได้ค่ะ ไว้จะอธิบายเพิ่มเติมในภายหลัง ตอนนี้มารู้จักชนิดของคอเลสเตอรอลกันก่อน

i. ชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL) หรือคนไทยเรียก คอเลสเตอรอลตัวร้าย: ชนิดนี้นี่แหละค่ะที่เป็นสาเหตุของการไปสะสมที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบ เสื่อม และแข็ง จนเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือหลอดเลือดสมองตีบ ค่ะ

ii. ชนิดความหนาแน่นมาก (HDL) หรือคนไทยเรียก คอเลสเตอรอลตัวดี: ชนิดนี้กลับทำหน้าที่กำจัดไขมันตัวร้ายต่างๆ ไม่ให้เกาะสะสมผิดที่ผิดทาง ใครยิ่งมีมาก ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่กล่าวมาน้อยลง แต่การจะเพิ่มไขมัน HDL ได้ก็ไม่ง่ายค่ะ ในปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถเพิ่มระดับไขมันดีได้เลย ต้องอาศัยการออกกำลังกายซะเป็นส่วนใหญ่ หรือการทานอาหารบางประเภทแทนค่ะ

สาเหตุของไขมันในเลือดสูง

2. ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride): ไขมันชนิดนี้หากมีมากเกินไปก็เกิดการสะสมได้เช่นกัน ส่วนใหญ่จะสะสมในรูปของเซลล์ไขมัน ก็คือที่พอกตามแขน ขา หน้าท้องของเรานี่แหละค่ะ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังสามารถพอกตามอวัยวะภายใน เช่น ตับ ได้ด้วย (คงเคยได้ยินโรคไขมันพอกตับกันใช่มั้ยคะ? ก็เจ้าไตรกลีเซอไรด์นี่แหละค่ะสาเหตุ) ส่วนใหญ่เราได้ไตรกลีเซอไรด์มาจากอาหาร โดยเฉพาะอาหารหวาน มัน ทอด ผัด ทั้งหลาย และที่สำคัญเลยคือ เหล้าเบียร์ ค่า อาหารเหล่านี้เรามักทราบกันดีว่าเป็นอาหารก่อให้เกิดโรคอ้วน

ทราบกันแล้วว่าไขมันแต่ละชนิดมาจากแหล่งต่างๆ กัน ครั้งหน้าไปตรวจเลือด สังเกตดีๆ นะคะว่าไขมันตัวไหนสูงเกิน จะได้เลือกงด เลือกลด อาหารได้ถูกชนิดค่ะ

1. ความผิดปกติทางพันธุกรรม: คนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ก็มีโอกาสเกิดโรคไขมันในเลือดสูงง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการศึกษาละเอียดขึ้นถึงระดับยีนส์ ว่าแม้พันธุกรรมจะเสี่ยงต่อการเป็นโรค แต่กลับถูกควบคุมด้วยวิถีชีวิตของคนผู้นั้น หากปฏิบัติตัวได้ดี ทานอาหารที่มีประโยชน์ พันธุกรรมเหล่านั้นก็จะไม่แสดงออกมาค่ะ องค์ความรู้ใหม่นี้ทางการแพทย์เรียกว่า “กระบวนการเหนือพันธุกรรม (Epigenetics)” ชื่อเท่ห์เลยใช่มั้ย มันก็คือความประพฤติ และพฤติกรรม (lifestyle) ของบุคคลผู้นั้นนั่นเอง

2. โรคบางชนิด: เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ (hypothyroidism) ทำให้ระบบการเผาผลาญเสียไป จึงทำให้เกิดไขมันสะสมมากผิดปกติ แต่บางโรค เช่น เบาหวาน โรคอ้วน กลับไม่แน่ใจว่าอะไรคือไก่ อะไรคือไข่ เพราะไขมันในเลือดสูงก็เสี่ยงเบาหวาน และเบาหวานก็เสี่ยงไขมันในเลือดสูงค่ะ ส่วนใหญ่เราจึงเจอคนเป็นโรคนี้แบบแพคคู่นั่นเอง

3. ยาบางชนิด: เช่น ยาสเตียรอยด์ (steroid) เป็นต้น

4. พฤติกรรมการรับประทานอาหาร: อันนี้เด็ดสุดค่ะ แทบจะร้อยทั้งร้อยมักเกิดจากสาเหตุนี้ และคนส่วนใหญ่กลับมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนัก จึงทำให้ปรับพฤติกรรมได้ยากค่ะ อาหารที่ควรเลี่ยงหลักๆ เลยคือ

a. อาหารมัน ทอด ผัด – ตรงตัวมากใช่มั้ยคะ กินมันเยอะ ก็ไขมันในเลือดสูง แต่รู้มั้ยคะ คนส่วนใหญ่ไขมันในเลือดสูงได้แม้จะเลี่ยงอาหารทอด อาหารมันแล้วก็ตาม

b. อาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล – กลุ่มนี้นี่แหละค่ะสาเหตุอันดับต้นๆ เลย อาหารเหล่านี้ได้แก่ แป้งหรืออาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยวขนาดต่างๆ และน้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลจากผลไม้ น้ำตาลจากน้ำผึ้ง น้ำหวาน ไซรัป หรือแม้แต่นม (มีน้ำตาลที่ไม่มีรสหวาน คือน้ำตาลแลคโตส) เป็นต้น แม้อาหารเหล่านี้ไม่มีไขมันเลย แต่ในท้ายที่สุดเมื่อร่างกายเผาผลาญไม่หมด มันจะถูกสะสมในรูปของไขมันเช่นเดียวกันค่ะ คนเราจึงอ้วนจากแป้งและน้ำตาล มากกว่าไขมันเองเสียอีก ซ้ำร้าย กระบวนการย่อยแป้งและน้ำตาล จะเกิดสารตัวหนึ่งคือ Acetyl CoA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นให้ร่างกายนำไปสร้างเป็นคอเลสเตอรอลเสียอย่างนั้น ก็เลยไขมันสูงไปกันใหญ่เลยทีนี้

c. สุรา – เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ มักหมักมาจากธัญพืช เช่น บาร์เลย์ มอล์ต อันอุดมไปด้วยน้ำตาลและพลังงานที่สูง หากผู้ดื่มไม่ออกกำลังกายเพียงพอ พลังงานที่สูงจนเหลือล้นนั้นก็ต้องหาที่ลง สุดท้ายก็ไปลงกับหน้าท้อง กับแขนขา เรานั่นยังไงละคะ

หมายเหตุ: คนปกติสามารถทานไข่แดงได้นะคะ ส่วนผู้สูงอายุขอให้ไม่เกิน 2 ฟองต่อวันค่ะ ไข่แดงแม้จะมีไขมันสูง แต่เป็นไขมันชนิดดีๆ ทั้งนั้น เช่น lecithin เป็นต้น แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด หากไม่ทานจนมากเกินพอดี ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องคอเลสเตอรอลสูงเลยค่ะ

ไขมันในเลือดสูง ไม่มีอาการ

ใช่ค่ะ มันเป็นภัยที่แฝงตัวมาเงียบๆ บางคนก็รู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง เวียนศีรษะได้บ้าง จนบางทีผู้ป่วยก็ไม่ทันตั้งตัว เจออีกทีมันก็พาโรคแทรกซ้อนมาเป็นขโยงแล้ว ดังนั้นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปจึงควรไปพบแพทย์ตรวจสุขภาพเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งนะคะ

“โรคแทรกซ้อน” แขกไม่ได้รับเชิญที่ไขมันในเลือดสูงพามา

– โรคอ้วน (Obesity): ตรงไปตรงมา ไขมันพอกมากก็เกิดโรคอ้วนได้มาก ความอ้วนนี้จัดเป็นโรค เพราะมันเองก็อันตรายไม่เบา บางคนทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ก็มี งานวิจัยยังพบอีกว่าผู้ป่วยโรคอ้วนมีอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ สูงกว่าผู้ที่มีรูปร่างปกติอีกด้วยค่ะ

– เบาหวาน (Diabetes): พบว่าผู้มีไขมันในเลือดสูง จะทำให้เกิดภาวะดื้อฮอร์โมนอินซูลิน (insulin resistance) ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานนั่นเอง

– โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ: จากคอเลสเตอรอลมาพอกบริเวณหลอดเลือด เกิดเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute Myocardial Infarction) เสียชีวิตได้ค่ะ

– โรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke): หากไปพอกที่หลอดเลือดสมอง ก็ทำให้สมองขาดเลือด กลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้เลยนะคะ

– ยังมีโรคอื่นๆ อีกมากมายที่ไขมันในเลือดสูงจะพามา เช่น ไขมันเกาะตับ (Fatty liver disease), โรคหัวใจ, โรคความดันโลหิตสูง, ไตเสื่อม ฯลฯ

เป็นไขมันในเลือดสูงแล้ว ทำยังไงต่อดี?

แน่นอนเลยว่าสิ่งสำคัญที่สุดของโรคนี้ คือการ “ปรับพฤติกรรม” (Lifestyle Modification) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายที่สุด และมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด ที่ตัวเองจะทำให้กับตัวเองได้

– งดรับประทานอาหารกลุ่มเสี่ยง: อธิบายค่อนข้างละเอียดแล้วด้านบน ขอไม่พูดซ้ำนะคะ

– ออกกำลังกาย: ออกกำลังกายประเภทแอโรบิค (aerobic exercise) คือการออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไปโดยไม่พัก จะเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เต้น หรือโยคะก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้จุดเตาเผาไขมันขึ้นมาค่ะ วิธีนี้ได้ผลดีมากทั้งเรื่องการลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก ลดความดัน และควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ถือว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูงเลยค่ะ ทำเถอะค่ะขอร้อง

– เน้นการปรุงอาหารแบบ “ต้ม ตุ๋ม นึ่ง ลวก อบ ยำ” แทนการใช้น้ำมัน โดยเฉพาะทุกวันนี้การทอดแบบอนามัยทำได้ง่ายขึ้น เพียงใช้เครื่องทอดไร้น้ำมัน เท่านั้นค่ะ (ไม่ได้มาขายของนะคะ อย่าเข้าใจผิด)

– เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ในบ้าน: น้ำมันที่ดีและเหมาะกับโรคไขมันในเลือดสูง คือน้ำมันจากพืชค่ะ เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว แต่เดี๋ยวก่อน!! ไม่รวมน้ำมันจากพืชเขตร้อน เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม นะคะ พวกนี้ไขมันอิ่มตัวเยอะมาก ยิ่งทานไตรกลีเซอไรด์จะเพิ่มเอาง่ายๆ

– ทานอาหารลดไขมันในเลือด >> อ่านหัวข้อถัดไปเลยค่ะ

จะกินให้อิ่มทั้งที เลือกที่ดีต่อสุขภาพค่ะ ไขมันในเลือดสูง กินอะไรดีบ้าง?

แอดมินเพจเบเนก้า คัดสรรรายการอาหารที่มีงานวิจัยแล้วว่าช่วยลดไขมันในเลือดได้จริงมาให้อ่านกันนะคะ จริงๆ ยังมีอีกมาก แต่จะขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน ให้ผู้อ่านได้ไปเลือกทานกันก่อนค่ะ

– ชาเขียวและสารสกัดจากชาเขียว (Green Tea): ในชาเขียวจะมีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญชื่อ คาเทชิน (catechin) ซึ่งไปยับยั้งเอนไซม์สร้างไขมัน พบว่าสามารถช่วยลดไตรกลีเซอร์ไรด์ และ LDL ได้ค่ะ (แต่ยังไม่พบว่าช่วยเพิ่ม HDL นะคะ)

– โอเมก้า 3 (Omega-3): โอเมก้า 3 คือไขมันไม่อิ่มตัวที่พบได้ในปลาน้ำลึกที่มีไขมันสูงๆ เช่น แซลมอน ปัจจุบันมีการผลิตในรูปแบบเม็ดให้สามารถหาทานได้ง่ายขึ้นค่ะ โดยโอเมก้า 3 มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ยับยั้งตะกรันที่เกิดจากไขมันพอกหลอดเลือด ลดการสร้างคอเลสเตอรอล LDL ได้ และพบว่าช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองได้ด้วยนะคะ

– กระเทียมดำ (Black Garlic): งานวิจัยพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในกระเทียมดำชื่อย่อว่า เอสเอซี (SAC) สามารถลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้, ยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้สร้างคอเลสเตอรอลได้หลายชนิด เช่น HMG CoA reductase, อีกทั้งยังกระตุ้นเอนไซม์ที่ใช้เผาผลาญไขมันอีกด้วย (Carnitine palmitoyltransferase-1) จึงสามารถลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย LDL และเพิ่ม HDL ได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถลดความดัน และคืนความยืดหยุ่นให้กับเส้นเลือดได้อีกด้วยค่ะ

– ขมิ้นชัน (Turmeric): ขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ เคอคิวมิน (curcumin) ช่วยลดระดับการแสดงออกของยีนส์สร้างคอเลสเตอรอลได้ สามารถลด LDL และเพิ่ม HDL ได้ด้วยค่ะ

– วิตามินซี (Vitamin C): มีงานวิจัยให้ผู้ทดลองทานวิตามินซีขนาด 500 มิลลิกรัมต่อวัน ติดต่อกัน 6 เดือน พบว่าคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่วิตามินซียังไม่พบว่าช่วยเพิ่ม HDL นะคะ

แอดมินถือคตินี้เสมอค่ะ “ถ้าจะอ้วน จงอ้วนด้วยอาหารคุณภาพ” เพื่อจะไม่ทานยาเป็นอาหารในอนาคตนะคะ สำหรับบทนี้ขอลาไปก่อนค่ะ พบกันใหม่หัวข้อหน้า อย่าลืมติดตามได้จากเพจเบเนก้า นะคะ

ฉีดวิตามินผิวTori Clinic Antiaging​ | คลินิกเสริมความงาม คลินิกฉีดผิวขาว ที่ดีที่สุด Premium Vitamin เพื่อสุขภาพ ห้วยขวาง ให้บริการฉีดผิวขาววิตามินซี ฉีดวิตามินผิวจากธรรมชาติ ผิวใส
ตรวจภูมิแพ้วิทาเลีย คลินิก | คลินิกสุขภาพและความงามพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ชะลอวัยทั้งด้านสุขภาพภายในและความงามภายนอก
ทำฟัน เชียงใหม่คลินิกทันตกรรมเฉพาะทาง – เดนทรัลเวิลด์ เชียงใหม่ | เป็นคลินิกทำฟัน รักษารากฟัน จัดฟันแบบใส จัดฟันแบบ invisalign เชียงใหม่ สำหรับทุกคนในครอบครัว
แก้จมูกSissy Clinic | คลินิกศัลยกรรม อยู่ในกรุงเทพฯ เรามีบริการทำคาง เสริมจมูก / แก้จมูก ปลูกผม ดูแลผิว ชะลอวัย ดูดไขมันร่างกาย หน้าท้อง ขา แขน ใบหน้า ฉีดฟิลเลอร์ปาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Reference

Ha AW, et al. The effects of black garlic (Allium sativum) extracts on lipid metabolism in rats fed a high fat diet. Nutrition Research and Practice. 2015;9(1):30-36.

Seo DY, et al. Aged garlic extract enhances exercise-mediated improvement of metabolic parameters in high fat diet-induced obese rats. Nutrition Research and Practice. 2012;6(6):513-519.

Jung ES, et al. Reduction of blood lipid parameters by a 12-wk supplementation of aged black garlic: A randomized controlled trial. Nutrition. 2014;30 (9):1034-1039.

Guide to anti-aging & regenerative medicine, American Academy of Anti-Aging medicine